หึหึ เรื่องสโนว์ไวท์มีคนรู้ไต๋ซะแล้วงั้นมาเรื่องนี้!! Sleeping Beauty

Sleeping Beauty :: เจ้าหญิงนิทรา



กาลครั้งหนึ่ง เมื่อเร็วๆนี้ (ไม่รู้จะขึ้นต้นว่าอะไรดี) มีอาณาจักรที่งดงามตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันออกของแผ่นดินใหญ่ (จะบอกตำแหน่งเพื่อ??) ยิ่งในช่วงนี้เป็นเวลาแห่งการเฉลิมฉลองการประสูติของเจ้าหญิงน้อยๆ อาณาจักรนี้จึงเต็มไปด้วยดอกไม้และสิ่งสวยงามต่างๆมากมาย



“ใครว่าลูกตูเป็นเจ้าหญิง จุ๊ดจู๋ก็มีต้องเป็นเจ้าชายสิว้อย” พระราชาตวาดใส่คนแต่งฟิค

“แหม เสด็จพี่ล่ะก็ ลูกเราออกจะน่ารักขนาดนี้ ดูสิ ผิวขาวราวหยวกกล้วย ขนตางอนยาว ผมก็ดำขลับราวกับทำแฮร์สปา ดูยังไงก็เหมือนเด็กผู้หญิง ให้เค้าเป็นเจ้าหญิงเถอะค่ะ” ราชินีเถียงแบบยิ้มๆ พลางเขี่ยแก้มนิ่มๆของลูกสาว(?)ตัวเอง จริงๆแล้วราชินีได้ให้กำเนิดทารกชาย แต่ว่าด้วยความที่อยากได้ลูกสาวจัด ก็เลยมั่วนิ่มว่าเป็นเจ้าหญิงซะเลย

“เฮ้อ... มีแม่แบบนี้น่ะสิ เดี๋ยวลูกได้โตขึ้นเป็นกระเทยร้อก” พระราชายังคงฮึดฮัด ในขณะที่ส่องกระจกสำรวจเครื่องแต่งกายของตนเอง

“แต่หนุ่มหน้าสวยก็กำลังอินเทรนด์นะคะเสด็จพี่ อะฮุๆ” พูดจบก็หัวเราะป้องปากอย่างผู้ดี๊ผู้ดี



ขณะนี้ทั้งสองกำลังเตรียมตัวสำหรับงานอวยพรของเด็กเกิดใหม่ ตามประเพณีของอาณาจักรที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณกาล เมื่อมีเชื้อพระวงศ์กำเนิดขึ้น จะต้องได้รับการอวยพรจากเหล่านางฟ้าทั้ง 13 ซึ่งเปรียบเสมือนเทพผู้ปกปักรักษาเมือง



เมื่อพิธีเริ่มต้นขึ้น พระราชาเดินนำราชินีที่อุ้มเจ้าตัวน้อยมายังลานอวยพรหน้าปราสาท เหล่าพสกนิกรมากมายต่างมาร่วมแสดงความยินดีและร่วมอวยพรด้วย เหล่านางฟ้าค่อยๆแลนดิ้ง เอ๊ย บินร่อนลงมายังลานหินอ่อนจนครบ... (เหรอ)



“เอ๊ะ ท่านแม่มดที่ 13 ยังไม่มาอีกเหรอ” ราชินีเอ่ยถามหลังจากยืนรอ 3 วินาที (ความอดทนสั้นมาก)

“ขออภัยเพคะฝ่าบาท” นางฟ้าองค์หนึ่งซึ่งท่าทางหงำเหงือก เอ๊ย อาวุโสที่สุดเอ่ยขึ้น “นางแปรพักตร์ไปใช้พลังด้านมืด จนถูกกลืนกินไปแล้ว...”

“ใครพูดถึงข้างั้นเหรอ โฮะๆๆๆๆๆ” มีเสียงแหลมแสบแก้วหูดังขึ้น ทันใดนั้นก็มีลมหมุนคว้างขึ้นกลางลานพร้อมกับการปรากฏตัวของนางฟ้าในชุดดำ

“เจ้าหญิงประสูติทั้งที ทำไมข้าจะไม่มาล่ะ ว้าย น่ารักน่ากินจังเลยนะ” ขณะที่พูด นางฟ้าดำก็เดินแถ่ดๆเข้าไปหาราชินีอย่างประสงค์ร้าย

“อย่ายุ่งกับลูกข้านะ!” สิ้นเสียงราชินีตวาด นางมารก็ชะงักกึก

“หนอย... กล้าขึ้นเสียงกับข้าเรอะ ลองดีนักใช่มั้ย งั้นข้าจะขอสาปลูกเจ้า เมื่อเจ้าหญิงอายุครบ 16 ปี จะต้องถูกเขียนชื่อในเดธโน้ต แล้วก็หัวใจวายตายยยยยยยยยย โฮะๆๆๆๆๆๆ” มีเสียงฟ้าร้องเป็น BG เมฆดำก่อตัวขึ้นราวกับตอบรับคำสาปแช่งนั่น พระราชาและราชินีสีหน้าซีดเผือด ทันทีที่สายฟ้าฟาดเปรี้ยง ร่างของนางฟ้ามนต์ดำก็หายตัวไป

“พระราชา ราชินี ไม่ต้องเป็นห่วงนะเพคะ พวกเราเหล่านางฟ้าจะช่วยเจ้าหญิงเอง” นางฟ้าองค์หนึ่งกล่าวขึ้น นี่ตกลงยังไม่มีใครรู้รึไงว่าเจ้าหญิงน่ะมีช้างน้อย (ลูกข้าเป็นผู้ชายยยยยย : พระราชากรีดร้องในใจ)

“ใช่แล้วเพคะ ถึงไม่อาจจะถอนคำสาปได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าหญิงจะไม่ตาย เพียงแต่จะหลับไป จนกระทั่งได้พบกับเจ้าชายรูปงามจากต่างแดนมาแก้คำสาป และทุกคนในอาณาจักรก็จะหลับเหมือนดั่งเจ้าหญิงด้วย”

“แก้คำสาป?? หมายถึงจูจู๊บบบบบส์ใช่มั้ยๆ *3* “ ราชินีถามอย่างร้อนรน ความจริงก็คือราชินีแอบเป็นสาวกวาย พอได้ยินแบบนี้เลยตื่นเต้นๆ จนทนไม่ไหว (นั่นลูกเจ๊นะ)

“เพคะ ฝ่าบาท”

“เอาล่ะ ทุกๆท่านโปรดฟัง” พระราชาที่เพิ่งจะหาจังหวะพูดได้กล่าวเสียงดัง “เพื่อเป็นการปกป้องลูกของเราจากความตายดังที่ถูกสาปไว้ ขอให้ทุกท่านโปรดร่วมใจ ช่วยกันทำลายสมุดทุกเล่มที่มีในอาณาจักรนี้ ใครที่มีสมุดไว้ในครอบครองจะถือว่าคิดการกบฏ” มีเสียงอื้ออึงจากเหล่าประชาชน แต่เนื่องจากเทคโนโลยีของอาณาจักรนี้ทันสมัยมากจนคนเค้ามีปาล์มเป็นของตัวเองแทบจะทั้งนั้น เลยไม่มายด์กับการทำลายสมุดทิ้งนัก



16 ปีผ่านไป ไวเหมือนฟิคชั่น... (พูดมากเปลืองพื้นที่น่า)



เจ้าหญิงของประชาชนได้เติบใหญ่ขึ้นเป็นหนุ่มน้อยร่างบางกำลังดี ถึงแม้ทุกๆคนจะรู้ว่าเจ้าหญิงเป็นผู้ชาย แต่ด้วยความงดงามอันน่าหลงใหลนั่น (บวกกับเครื่องแต่งกายผู้หญิงที่ราชินีเลือกสรร) ทำให้ทุกๆคนพอใจจะเรียกเจ้าหญิงมากกว่า ;D (รวมทั้งคนแต่งฟิคด้วย)



ในยามเย็นที่อาทิตย์อัสดง เจ้าหญิงโฉมงามกำลังเดิมชมธรรมชาติ ท่ามกลางแมกไม้ร่มรื่น ดอกไม้หลากสี เจ้าหญิงน้อยค่อยๆนั่งลงเก็บดอกไม้มาดอมดม งดงาม... ราวกับภาพวาด



ใช่แล้ว มันเป็นเพียงภาพวาด - - เจ้าหญิง(จริงๆคือเจ้าชาย)ตัวจริงกำลังง้างหนังสติ๊กยิงนกอย่างสำราญใจ พอยิงไม่ได้ก็ตั้งท่าจะปีนต้นไม้ซะงั้น

“แสดดดด อย่าให้กุขึ้นไปถึงนะว้อยยย จะสอยให้ร่วงทั้งรังเลย วะฮ่ะฮ่า” ว่าแล้วก็ถกกระโปรงขึ้นจนเห็นขาอ่อนล่ำๆ(?)แล้วเกาะต้นไม้ยังกะจิ้งจก

“ว้ายยยยย ลูกหญิงเอริน่าของแม่ ทำอย่างงี้ไม่งามนะคะลูกขา” ราชินีผ่านมาเห็นเข้าก็กรีดร้องเสียงด้วยความตกใจจนการ์ตูนวาย(?)หล่นจากมือ

“อย่าเรียกข้าด้วยชื่อกระเทยแบบนั้นนะท่านแม่ ข้ามีนามว่าเอิร์ธ ท่านพ่ออุตส่าห์ตั้งให้ออกจะแมน ทำไมไม่เรียกชื่อนั้น โอ๊ย วิกบ้านี่ เกี่ยวกิ่งไม้จนได้ ท่านแม่มาถอดให้ข้าหน่อยสิ ข้าไม่อยากจับมัน หยะแหง อี๋ย์~” เนื่องจากราชินีอยากได้ลูกสาวจัดเลยจับลูกตัวเองแต่งเป็นหญิงมาตั้งแต่เด็กๆ ให้ใส่ชุดกระโปรง ให้ไว้ผมยาว แต่เมื่อปีก่อนหลังจากรับองครักษ์ชื่อ “โอนีล” เข้ามา เอริน่าก็เริ่มทำตัวแมนขึ้นจนถึงขั้นตัดผมยาสลวยสวยเก๋ทิ้ง ราชินีจึงต้องใส่วิกผมลอนๆให้ทุกวันๆ

“ถ้าถอดวิกออก ลูกหญิงของแม่ก็หมดสวยสิคะ ทำแบบนี้แม่ไม่ปลื้มนะคะลูกหญิง ว้ายยย แล้วถกกระโปรงขึ้นแบบนั้น น่าอะเฟรดมาก ทำไมลูกหญิงไม่โกนขนหน้าแข้งออกด้วยละคะเนี่ย”

“ข้าก็ไม่ปลื้มท่านแม่เหมือนกันอ่ะ หนีไปเล่นที่อื่นดีกว่า” พูดจบก็กระโดดลงมาจากต้นไม้แล้ววิ่งตื๋อหายไป



“น่าเบื่อจริงๆ ทำไมต้องแต่งเป็นผู้หญิงแบบนี้ด้วยนะ เซ็งเป็ดจริงๆเลย หนีไปที่หอคอยสีม่วงดีกว่า” ว่าแล้วเอริน่า (ตกลงเธอชื่อเอริน่าใช่มั้ย) ก็วิ่งถกกระโปรงโชว์ขาขาวๆไปยังหอคอยลับหลังปราสาท สถานที่ซ่อนตัวชั้นเยี่ยมที่เขากับองครักษ์โอนีลช่วยกันสร้างขึ้นมา เขาวิ่งตึกๆๆๆขึ้นไปถึงชั้นบนสุด หวังจะไปหาอะไรก๊งให้ลืมเครียด แต่เขาก็ได้พบกับสิ่งๆหนึ่งที่เค้าไม่เคยรู้จักหรือได้พบเจอมาก่อน สิ่งๆนั้นกำลังนอนนิ่งอยู่บนโต๊ะตัวหนึ่ง มันเป็นสีดำขลับ หน้าปกมีอักษรสีขาวแปลกๆ ซึ่งน่าจะเป็นภาษาต่างถิ่น

“อะไรน่ะ สิ่งนี้” เอริน่าหยิบมันขึ้นมาดู

“สมุดไงครับ เจ้าชายเอิร์ธ” เสียงทุ้มต่ำดังมาจากความมืด ทำให้เอริน่าตกใจจนสะดุ้งโหยง

“เฮ้ย โอนีลนี่เอง ทำเอาตกใจหมดเลย ว่าแต่สมุด?? สมุดคืออะไรเหรอ” เจ้าชายในคราบเจ้าหญิงเอียงคอ 15 องศาด้วยความสงสัย ช่างเป็นภาพที่น่ารักน่ากดซะนี่กระไร วะฮ่ะฮ่า

“ท่านคงจะไม่รู้จัก เพราะสิ่งนี้ถูกทำลายจนหมดสิ้นเมื่อท่านเกิดมา สิ่งๆนี้ใช้บันทึกข้อความต่างๆลงไปน่ะ แต่สมัยนี้เราสมุดอิเลกทรอนิกส์ใช้กันจนแทบไม่ต้องพึ่งสมุดกระดาษเลย” องครักษ์หนุ่มเล่าถึงเรื่องราวความเป็นมา

“เหรอ... แล้วมันใช้ไงอ่ะ เจ้ารู้จักมันสิ ใช่ม้า” เขาเอ่ยถามชายหนุ่มผู้ปลุกความเป็นชายในตัวเขาขึ้นมา (อ๊ะ ส่อ) โอนีลเป็นองครักษ์คนสนิทของเอริน่า เป็นคนที่ทำให้เอริน่ารู้สึกถึงเพศที่แท้จริงของตัวเอง และเป็นคนเดียวในอาณาจักรที่ปฏิบัติกับเขาเหมือนเขาเป็นผู้ชายธรรมดาๆ ไม่ใช่เจ้าหญิงจอมปลอมที่ราชินีได้วาดภาพขึ้น (อา... ความสัมพันธ์ต้องห้าม หุหุ)

“ก็ใช้ดินสอหรือปากกาเขียนลงไปครับเจ้าชาย จะลองดูมั้ยครับ” โอนีลยื่นดินสอสีแท่งหนึ่ง เจ้าชายหน้าหวานออกอาการดีใจ เขาเปิดสมุดหน้าแรกขึ้นแล้วลงมือเขียนชื่อตัวเองลงในหน้าแรก



นับเวลาถอยหลัง 40 วินาที



“นี่... ต้องแสดงความเป็นเจ้าของซะก่อน แต่ลายมือนี่แย่จัง สงสัยเพราะไม่ค่อยได้เขียนหนังสือแหงๆ ว่าแต่ ชื่อของเจ้าสะกดไงอ่ะ เดี๋ยวจะเขียนลงไปมั่ง”



อีก 30 วินาที



“ชื่อข้าเหรอ อืม ก็สะกดค่อนข้างยากนะ ข้าว่าท่านลองวาดรูปดูดีกว่ามั้ย”



อีก 20 วินาที



“เหรอ... วาดรูปเหรอ ไม่ถนัดเลยแฮะ ว่าแต่สมุดนี่เขียนแล้วจะลบออกรึป่าวอ่ะ”



10 วินาที...



“ก็แล้วแต่ครับว่าเขียนกับอะไร ถ้าเป็นดินสอก็ใช้ยางลบลบออกนะ”



5 วินาที...



“งั้นเจ้ามียางลบมั้ย”



3...

2..



“ของแบบนั้นไม่มีหรอกครับ”



1..



0



ร่างผอมบางค่อยๆเอนตัวลงจนฟุบกับโต๊ะ ดวงตาแสดงความหวาดวิตกและค่อยๆปิดลงช้าๆ



“จะ... เจ้าชายยยย” องครักษ์คนสนิทพุ่งเข้าโอบร่างตรงหน้า ปากร้องเรียกชื่อในขณะที่มือก็คอยเขย่าตัว ตบซ้ายตบขวา เตะก้านคอ เฮ้ย เว่อร์ไปและ แต่เรียกอย่างไรก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมา

“เจ้าชาย.. จะไม่ฟื้นแล้วสินะ คำสาปเมื่อ 16 ปีที่แล้วนั่น .................................... หึหึหึหึหึ 555555555 ในที่สุดข้าก็ทำสำเร็จ ยะฮู้วววววว” ทันใดนั้นร่างของชายหนุ่มก็แปรเปลี่ยนเป็นแม่มดร้ายในชุดสีดำ แท้ที่จริงโอนีลก็คือนางฟ้าที่ 13 แปลงร่างมานั่นเอง!! โอ้วจ๊อด น้ำเน่ามาก

“ข้าอุตส่าห์เตรียมการมาเป็นปี อุตส่าห์ปลอมตัวมาเพื่อหลอกให้มันไว้ใจ อุตส่าห์ซุกซ่อนเดธโน้ตเอาไว้ในที่ลับตาคน แหม๊... ข้านี่ช่างอัจฉริยะจริงๆเลย โฮะๆๆๆ ว่าแต่ทำไมมันชักง่วงๆฟะ” แม่มดดำเริ่มยืนโงนเงนๆ เหมือนคนเมากาว โดยหารู้ไม่ว่าโดนคำสาปของนางฟ้าทั้ง 12 ไปอีกต่อหนึ่ง



เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าหญิงจะไม่ตาย เพียงแต่จะหลับไป จนกระทั่งได้พบกับเจ้าชายรูปงามจากต่างแดนมาแก้คำสาป และทุกคนในอาณาจักรก็จะหลับเหมือนดั่งเจ้าหญิงด้วย



ภายในเวลาไม่นาน ทุกชีวิตบนอาณาจักรก็ตกเข้าสู่ห้วงนิทรารมย์ แม้แต่สรรพสัตว์ทั้งหมดทั้งมวลก็พลอยหลับไปด้วย (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องให้หลับกันหมด แต่เรื่องเดิมมันเป็นงี้ ก็จะขอเลียนแบบต่อไป วะฮ่ะฮ่า)



+++++++++++++



ผ่านไป 10 เดือน (เอ๊ะ ของจริงมัน 100 ปีไม่ใช่เรอะ) ก็ยังไม่มีเจ้าชายรูปงามโผล่ออกมา งั้นจะขอข้ามไปอีก 10 เดือนเลยละกัน ;D (แล้วจะโผล่มาบอกเพื่อ??)





หลังจากเจ้าหญิงเอริน่า (สรุปคือจะให้เป็นเจ้าหญิงให้ได้ใช่มะ) และเหล่าประชาชีได้สลบไสลไม่ได้สติเพราะ Death Note (น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น Sleep Note แทน - -) ผ่านไป 20 เดือน เท่ากับ 1 ปีกับอีก 8 เดือน ก็มีเจ้าชายจากที่ราบสูงขี่ลามะลายจุดผ่านมา (อุบาดว่ะ) เขาเป็นคนร่างสูง ใบหน้าคมเข้ม เอาเป็นว่า หล่อก็แล้วกัน เดี๋ยวจะผิดคอนเซปต์พระเอกซะเปล่าๆ



“เฮ้ย... จำได้ว่ากำลังแข่งวิ่งลามะประจำปี แล้วไอ้อัลเฟรด(ชื่อลามะ)ก็เสือกตกมันวิ่งหนีออกมาจากสนาม แล้วไหงมาโผล่ที่นี่ได้ฟะ” เจ้าชายจากแดนไกลในชุดกรีฑา(เท่ตายล่ะ)เหลียวมองรอบตัว สภาพแวดล้อมและบรรยากาศแตกต่างจากบ้านเกิดโดยสิ้นเชิง ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ โดยเฉพาะ... กลิ่นอายของความเงียบสงบ ดั่งเมืองร้างที่ไม่มีผู้คนอาศัย

“เอาไงดีวะอัลเฟรด ลองเข้าไปถามทางจากคนในเมืองดีกว่า เนอะ” ว่าแล้วเจ้าชายก็ควบลามะ ฮี้กับๆ เข้าไปเดินชมเมือง แต่เขาก็พบแต่เพียงความเงียบสงัด ผู้คนต่างพากันหลับใหลไม่มีสติ แม้จะเรียกซักเท่าไรก็ไม่ฟื้น

“นี่กุหลงมาในเมืองแห่งความตายรึไงเนี่ย ทำไมมันน่ากัวแบบนี้ ฮืออออ แม่จ๋า ลูกจะกลับบ้านน” ช่างกล้าหาญสมกับเป็นผู้ที่จะมากอบกู้เมืองซะจริงๆ



ทันใดนั้น เจ้าลามะลายจุดคู่ชีพของเจ้าชายก็ห้อตะบึงออกไปข้างหน้าอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จนสลัดเจ้าชายตกจากหลัง

“แอ๊ฟฟฟ เฮ้ย อัลเฟรดดด จะไปไหนของแกอ่ะ ทำหน้าตาตื่นแบบนั้นจะไปไหนนนน กลับมาก๊อนนน อย่าให้กุอยู่คนเดียวเซ่~~” ที่แท้ก็ปอดแหกนี่เอง เจ้าชายวิ่งตามเจ้าลามะอย่างไม่ลดละจนเข้าเขตปราสาท แต่อัลเฟรดก็ยังวิ่งต่อไปไม่หยุด มุ่งตรงไปยังหอคอยสีม่วง (ทำไมต้องม่วงด้วยฟะ) และวิ่งหายเข้าไป ทิ้งให้เจ้าชายยืนหอบแฮ่กๆ เป็นหมาหอบแดดอยู่คนเดียว

“อ้อ อีนี่ ปวดฉี่นี่เอง ลามะอะไรฟะ หัวสูงชิบเป๋ง จะฉี่ทีต้องหาที่สูงๆ ว่าแต่หอคอยนี่ก็สูงจริงแหล่ะ เข้าไปมั่งดีมั้ยนะ”



ว่าแล้วเจ้าชายรูปงามก็เดินขึ้นบันไดเวียนของหอคอยเข้าไป ระหว่างทางนั้นเขาต้องต่อสู้กับฝูงหยากไย่มากมาย ทั้งยังบรรยากาศที่อับชื้นจนแทบหายใจไม่ออก แถมระหว่างทางยังเจอศพผู้หญิงในชุดดำซะอีก สภาพศพน่าอเนจอนาถมาก มีรอยฟกช้ำดำเขียว แถมยังมีรอยกีบลามะอีกนับสิบ (ที่จริงนั่นคือแม่มดดำ she แค่หลับเฉยๆ แต่ตอนจะหลับเสือกกลิ้งตกบันไดลงมา แล้วยังเจอลามะวิ่งทับอีก ก็เลยดับอนาถด้วยประการฉะนี้ เอวัง)



แสงสว่างที่ปลายทางนำเจ้าชายมายังห้องบนสุดของหอคอย หน้าต่างรายรอบนั้นเหมือนประตูแห่งแสงที่ทำให้ห้องสว่างสดใส และก็มีลามะลายจุดยืนฉี่อยู่ริมหน้าต่างเป็น BG โอ้ว สลดนัก ชีวิตเจ้าชาย - -



แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าชายตื่นตะลึงมากกว่าเห็นลามะตัวเองทำลายบรรยากาศอันโสภานั่นก็คื

อ... สาวน้อยคนหนึ่งที่ฟุบหลับอยู่กับโต๊ะ ใบหน้าขาวนวลนั่นเอียงข้างมาทางเขา ลำตัวขยับขึ้นลงช้าๆตามจังหวะของการหายใจ เจ้าชายเดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ โดยไม่ทันรู้ตัว มือใหญ่ค่อยๆเอื้อมไปจับเรือนผมดำขลับเป็นลอนนั่น...



“อ๊ะ ว่าแล้วต้องเป็นวิก สังหรณ์ใจอยู่แล้วเชียว ว่าแต่สาวนี่มันลูกเต้าเหล่าใครฟะ นอนหลับน้ำลายยืด อุบาทจิตดีแท้ เฮ้อ... คนหล่อรับไม่ได้” ถึงจะว่าอย่างงั้นว่าอย่างงี้แต่สายตาก็อดที่จะจับจ้องใบหน้าอันงดงามไม่ได้ ขนตางอนยาวเป็นแพ จมูกรั้นนิดๆ ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูสดเผยอนิดๆราวกับจะเชื้อเชิญให้สัมผัส เมื่อหักลบกับน้ำลายยืดและเสียงกรน ก็พอจะถูไถว่าเป็นสาวน้อยน่ารักคนหนึ่งเอ้า

“ทำไมมาหลับตรงนี้นะ จะว่าไปคนทั้งเมืองก็หลับกันหมดนี่หว่า อ้อ ยกเว้นอีป้าที่บันไดนั่น สงสัยตายห—ไปแล้ว นี่มันเมืองต้องคำสาปรึไงนะ นี่คุณ คุณ!” เจ้าชายเขย่าร่างบางเบาๆเป็นเชิงปลุก แต่สาวเจ้าก็ยังไม่ตื่น เจ้าชายเลยเขย่าแรงขึ้นจนหัวสั่นหัวคลอนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น

“เฮ้ย ไม่ตื่นเดี๋ยวพ่อลักหลับซะเลยนะ อืม.... แต่เราก็ยังไม่เคยทำซะด้วย ตื่นเต้นจัง แต่ว่า... หลับขนาดนี้คงไม่รู้ตัวหรอกมั้ง อืม..... คิดหนักว้อย เครียดกว่าสอบเอนท์ซะอีก ชีวิตข้าผ่านมา 20 ปียังไม่เคยลักหลับใคร แล้วจะปล่อยโอกาสนี้ให้ลอยนวลเรอะ เอาล่ะ ตัดสินใจแล้ว แค่จุ๊บเบาๆไม่ต้องเอาลิ้นเข้าก็ได้ แฮ่~” ว่าแล้วเจ้าชายก็ทำหน้าหื่นๆ เดินเข้าไปหา แต่เห็นว่าถ้าสาวน้อยยังฟุบคาโต๊ะ คงท่าไม่สวยเท่าไหร่เลยพาอุ้มไปนอนบนเตียงไม้ (แน่ะ มีเตียงเสร็จสรรพ) ว่าแล้วเจ้าชายก็ค่อยๆโน้มตัวลงไปๆ โน้มตัวลงไป อย่างช้า......... ........ ยังไม่ถึงอีกเรอะ ....................... ริมฝีปากของทั้งคู่ห่างกันประมาณ 5 เซน ขนาดที่ได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน (กล้องซูมไปรอบๆ) แต่เขาก็หยุดไว้แบบนั้น

“เอ้อ... ไม่ดีแฮะ เลิกดีกว่า ลูกสาวใครใครก็หวง คิดแอบทำอะไรเค้าเข้านี่ เลวจริงๆเลยกุ” แล้วเจ้าชายก็ยันตัวจะลุกขึ้น แต่ทว่า...........



อัลเฟรด ลามะลายจุดผู้สืบเชื้อสายลามะประจำวัง มีนิสัยแปลกๆหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ ชอบพุ่งชนเจ้าของเวลารู้สึกหิว และตอนนี้อัลเฟรดกำลังหิว.... มันก็เลยเอาหัวพุ่งชนเจ้าชายอย่างจัง!!



“เฮ้ยแม่หกตก พ่อมึงตายยยย” เจ้าชายอุทานด้วยความตกใจ ร่างใหญ่นั่นเสียหลักเพราะแรงปะทะจนล้มคว่ำทับร่างบางที่นอนแผ่สองสลึงอยู่บนเตียง และด้วยความบังเอิ๊ญญญญ บังเอิญ ทำให้ทั้งสองจูด๊วบกันพอดี ฮี่ๆๆ (น้ำเน่าแสดด ยังกะละครหลังข่าวอ่ะ)



เมื่อริมฝีปากแยกออกจากกัน คำสาปที่ครอบงำอาณาจักรก็เสื่อมสลาย เจ้าหญิงเอริน่าค่อยๆหยัดกายขึ้นพร้อมบิดขี้เกียจและหาวหวอดใหญ่ ส่วนเจ้าชายจากแดนไกลนั่งอึ้งกิมกี่อยู่กับพื้น

“งึมๆ นี่หลับไปนานแค่ไหนฟะเนี่ย มึนหัวชิบเป๋งเลย เอ๊ะ บนหอคอยนี่มีตัวลามะด้วยเรอะ จำไม่ยักกะได้ แล้ว...” เอริน่าหันมาเจ๊อะกับเจ้าชายที่กำลังตกตะลึงตาค้างอยู่พอดี

“ฟะ...ฟื้นแล้ว” เขาพึมพำออกมา แต่ไม่ทันถามความอันใด ก็มีแสงสว่างวาบมาจากด้านนอก ร่างของนางฟ้าทั้ง 12 บินร่อนเข้ามาข้างใน ยืนเรียงเป็นตับยังกะคณะลูกขุน นางฟ้าคนที่ท่าทางอาวุโส(อีกนัยคือแก่)ที่สุด กล่าวขึ้นว่า

“ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่เจ้าชายจากต่างแดนมาแก้คำสาปให้เจ้าหญิง ข้าต้องขอขอบคุณท่านจริงๆ”

“หา... คำสาปอะไร ผมไม่ได้ทำไรลูกสาวเจ๊เลยนะ ไม่ได้คิดลักหลับด้วย มันเป็นอุบัติเหตุ” เจ้าชายเผลอแก้ตัวเป็นพัลวัน หากแต่นางฟ้าก็ค่อยๆอธิบายเหตุการณ์ให้ฟังจนทั้งสองกระจ่างแจ้ง



(ตัดบทเลยละกัน พื้นที่เหลือน้อยแล้ว 555)

เมื่อเจ้าหญิง(ความจริงก็คือเจ้าชายน่ะแหล่ะ แต่เดี๋ยวจะสับสนกับเจ้าชายนู่น)ฟื้นคืนชีพ(?) เหล่าพสกนิกรและผองสัตว์ก็ตื่นจากการนิทราอันยาวนาน ทั้งอาณาจักรเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พระราชาและราชินีได้เชิญเจ้าชายกับลามะอัลเฟรดหัวสูงไปยังปราสาทเพื่อกล่าวขอบคุณ ราชินีได้ยื่นข้อเสนอให้เจ้าชายอาศัยอยู่ที่นี่และอยู่เป็นคู่วาย เอ๊ย คู่ใจกับเจ้าหญิง(ซึ่งจริงๆเป็นผู้ชาย) แต่เจ้าชายก็เอ่ยปากทำนองปฏิเสธไป

“ข้าต้องขอขอบคุณยิ่งนัก แต่ข้าอยากกลับบ้านมากกว่า ข้ามาที่นี่เพียงเพราะหลงทาง และก็มิได้ต่อสู้เพื่อช่วยเจ้าหญิงและอาณาจักรแต่เพียงอย่างใด ข้ารู้สึก เอ่อ...”

“โอ๊ยย จะเป็นไรไป เจ้ามาจากอาณาจักรเฮลเว่นใกล้ๆนี่ใช่มั้ย อู๊ยยย นั่ง BTS ไป 3 สถานีก็ถึง(?) อยู่กับลูกหญิงเอริน่าไปพลางๆก็ได้ โฮะๆๆ” ราชินีหัวเราะป้องปากอย่างสะใจ

“แต่... แต่ข้า” เจ้าชายตั้งท่าจะปฏิเสธอีก แต่ราชินีก็สไลด์เข้ามาเกาะพลางกระซิบกระซาบ

“นี่... ข้ารู้นะว่าเจ้าคิดลักหลับลูกหญิงสุดเลิฟของข้า คิดว่าข้าติดเครื่องดักฟังไว้บนหอคอยนั่นทำไมล่ะ ฮุฮุฮุ ถ้าไม่อยากให้ความลับแตกก็ทนๆอยู่ไปเหอะนะ โฮะๆๆๆ”



ด้วยประการฉะนี้ เจ้าชายจากแดนไกลจึงต้อง(จำใจ)อยู่ในอาณาจักรแห่งนี้ต่อไป อย่างมีความสุข (ล่ะมั้ง)







จะจบแค่นี้เหรอ... ยังไม่มีอะไรสวีทๆเลยนะ





งั้นต่ออีกนิดละกัน ;D





“นี่.... เอริน่า” เจ้าชายหน้าคมร้องเรียกเจ้าหญิงที่เดินดุ่มๆออกนอกปราสาทอย่างไม่สนใจใคร

“ข้าชื่อเอิร์ธว้อยย ชื่อแมนๆมีไม่เรียก ข้าไม่ใช่ผู้หญิงนะว้อยยย เดี๋ยวพัดจับหักคอจิ้มบูดูกินเลย” เจ้าหญิงยังคงเดินถกกระโปรงต่ออย่างไม่สบอารมณ์ สาเหตุหลักที่เอริน่าอารมณ์เสียเพราะราชินีตั้งใจจะจัดงานแต่งงานระหว่างเขากับเจ้าชายรูปหล่อนั่นเอง

“รู้แล้วน่าว่าเจ้าเป็นผู้ชาย ตอนที่อัลเฟรดชนข้าจนล้มคว่ำ บังเอิญมือไปโดนหำน้อยของเจ้าพอดี อุ๊บบส์”

“อะไรนะ นี่เจ้ากล้า...” เอริน่าหันมาจ้องเจ้าชายด้วยสายตาอาฆาต

“ข้าไม่ได้ตั้งใจ ยกโทษให้ข้าเหอะนะ นะ”

“ไม่รู้ไม่ชี้ อย่ามาดีร้อยชาติ ไม่ต้องตามข้ามาด้วย ขี่ลามะกลับเมืองเจ้าโน่นไปไป๊” เจ้าหญิงยังคงพองแก้มแล้วออกเดินหนีต่อ

“ก็อยากลับอยู่หรอก แต่ว่า....” เจ้าชายหยุดเดินพร้อมกับตีหน้าเศร้า จนเอริน่าหยุดแล้วหันกลับมา

“แต่ว่า??”

“แต่ว่าข้าทำสิ่งหนึ่งหายไป คงต้องให้เจ้าช่วยกันตามหาน่ะ ไม่งั้นข้าคงกลับไม่ได้หรอก” ดวงตาสีดำนิลมีแววเศร้าสร้อย จนเอริน่าเอ่ยขึ้น

“อืม... ก็ได้ ยังไงเจ้าก็มีบุญคุณกับที่นี่ งั้นข้าจะช่วยก็ได้ งั้นบอกมาสิว่าทำอะไรหายไป”

“น่า... เดี๋ยวก็รู้เอง” เจ้าชายอมยิ้ม ทำหน้ามีเลศนัย พลางจับมือได้รูปของเอริน่าออกเดิน ใบหน้าคมเข้มยิ้มอบอุ่นให้คนข้างๆ เหมือนดั่งให้คำมั่นว่าจะเดินเคียงคู่กันตลอดไป (แต่เจ้าหญิงซื่อบื้อตีความไม่ออก ก็เดินยิ้มไปด้วยอย่างงงๆ 555+) กว่าที่เอริน่าจะรู้คำตอบจริงๆว่าเจ้าชายตามหาอะไรอยู่ เวลาก็ล่วงเลยจนกระทั่งดอกไม้แห่งศีลธรรมบานสะพรั่งปิดทับร่างที่กอดก่ายกันของทั้งคู่จนเหลือแค่หัวนั่นเอง (โปรดนึกภาพการ์ตูนวายที่โดนเซนเซอร์เข้าไว้ หึหึหึ)





สิ่งที่หายไปตั้งแต่ข้าได้พบเจ้า ก็คือหัวใจของข้าที่ไม่เคยมอบให้ใครนั่นเอง...





--จบ-- (แบบเน่าสาดๆ)

Fiction

ร่วมแสดงความเห็น

ติดต่อเรา